พิพิธภัณฑ์
                                 หนังใหญ่วัดขนอน

หนังใหญ่
          หนังใหญ่ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นการแสดงชั้นสูง เป็นการแสดงที่รวมศิลปะที่ทรงคุณค่าหลายแขนง
ได้แก่ ด้านศิลปะการออกแบบลวดลายไทยเชิงจิตกรรม ที่มีความวิจิบรรจง ผสมกับฝีมือช่างแกะสลักที่ประณีต เมื่อแสดงก็จะมีการนำศิลปะ
ทางนาฏศิลป์การละครที่เคลื่อนไหวอย่างได้อารมย์ ตามเนื้อเรื่อง ประกอบกับบทพากย์บทเจรจา บทขับร้อง คนตรี ปีพาทย์ ทำให้เกิดความ
เข้าใจในเรื่องราว และให้อรรถรสทางศิลปะแก่ผู้ชมได้อย่างสมบูรณ์ การแสดงหนังใหญ่จึงมีคุณค่าทางศิลปะสูง และแสดงถึงอัจฉริยะภาพของ
บรรพบุรุษได้เป็นอย่างดี

ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่
          มหรสพที่เก่าแก่ของไทยนี้ กล่าวกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานการแสดงหนังใหญ่เริ่มมีในสมัยกรุงศรีอยุธยาในสมัยของ
สมเด็จพระรามาธิปดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) นับเป็นมหรสพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของไทย ส่วนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏหลักฐานในการแสดง
หนังใหญ่ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลมหาราชว่า ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนาเพื่อใช้แสดงเพิ่มขึ้นจากเรื่องรามเกียรติ์
สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีหลักฐานการสร้างตัวหนังใหญ่และบทวรรณคดีที่ใช้ในเรื่องรามเกียรติ์ ใช้แสดงหนังใหญ่ชุดพระนครไหว
ซึ่งต่อมาได้มีการนำมาเก็บไว้ ณ โรงละครแห่งชาติหลังเก่า แต่ถูกไฟ้ไหม้เกือบหมด สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พบการทำหนังใหญ่
อยู่ ๒ แห่ง คือ หนังใหญ่วัดขนอน จังหวัดราชบุรี และหนังใหญ่สว่างอารมณ์ จังหวัดสิงห์บุรี


ประวัติหนังใหญ่วัดขนอน
          หนังใหญ่วัดขนอน ได้มีการสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยผู้ที่ริเร่มในการสร้างหนังคือ ท่านพระครูศรัทะาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) เกิด
ปีวอก พ.ศ.๒๓๙๑ มรณะภาพเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๕ รวมอายุได้ ๙๕ ปี
          โดยหลวงปู่กล่อมได้ชักชวน ครูอั๋ง ช่างจาด ช่างจ๊ะ และช่างพวง มาร่วมกันสร้าง ชุดแรกที่สร้างขึ้นคือ ชุดหนุมานถวายแหวน ต่อมา
ได้สร้างเพิ่มอีกรวม ๙ ชุด ปัจจุบันมีตัวหนัง ๓๑๓ ตัว นับเป็นสมบัติของวัดที่ได้ร่วมรักษาสืบทอดกันมา เป็นเพียงวัดเดียวที่มีมหรสพเป็นของวัด
มีตัวหนัง และคณะหนังใหญ่ที่สมบูรณ์อยู่ในความอุปถัมภ์ของวัดสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

เครื่องประกอบในการแสดงหนังใหญ่
          การแสดงหนังใหญ่ประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังนี้ สถานที่ (โรงหนัง จอหนัง และแสง) ตัวหนัง เครื่องปี่พาทย์ ดนตรีประกอบ ผู้พากย์
บทเจรจา ผู้เชิดหนัง บทละคร

เรื่องสำหรับการแสดง
          ก่อนการแสดงหนังใหญ่จะต้องมีพิธีไหว้ครู วงดนตรีปี่พาทย์จะบรรเลงเพลงโหมโรง ขณะทำพิธีเรียกว่า พิธีเบิกหน้าพระ ต่อจากนั้น
จะเป็นการแสดงชุดเบิกโรง นิยมเล่นตอนจับลิงหัวค่ำ มีตัวหนังที่แสดงคือ ลิงขาวและลิงดำ ลิงดำชอบก่อความวุ่นวาน และสร้างความเดือดร้อน
ก่อการทะเลาะวิวาท ลิงขาวจะเป็นผู้คอยตักเตือน แต่ลิงดำไม่รับฟัง ลิงขาวจึงจับลิงดำมัดและพาไปเฝ้าพระฤาษี พระฤาษีตักเตือนสั่งสอนให้
แก้ไขปรับปรุงตัวใหม่และให้ลิงขาวแก้มัด ลิงทั้งสองจึงอยู่เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ซึ่งการเล่นเบิกโรงนี้เป็นการเรียกคนดีเพราะเสียงปี่พาทย์จะ
เร้าใจ เพลงเชิดทำให้เกิดความคึกคักบทเจรจาที่ตลกทำให้เกิดความครึกครื้น ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยคำสอนข้อคิดคติธรรม ความดี
ย่อมชนะความชั่ว หลังจากจบชุดเบิกโรงจะเป็นการแสดงหนังชุดใหญ่ นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ จึงจัดแสดงเป็นตอน ๆ

ลักษณะตัวหนังใหญ่
          ตัวหนังใหญ่ ส่วนมากทำจากหนังโค นำมาฉลุหรือสลักเป็นภาพตามตัวละครในเนื้อเรื่อง บางตัวสูงถื ๒ เมตร กว้างเมตรเศษ แบ่ง
เรียกตามลักษณะท่าทาง บทบาท การกระทำ ธรรมชาติ ฯลฯ ดังนี้
          ๑. หนังเจ้า หรือหนังครู เป็นตัวหนังที่ใช้ในการไหว้ครู มี ๓ ตัว คือ พระฤาษี พระอิศวร หรือพระนารายณ์ เรียกว่าพระแผลง เพราะ
เป็นภาพในท่าแผลงศร
          ๒. หนังเฝ้า หรือหนังไหว้ เป็นภาพหนังเดี่ยว หน้าเสียว พนมมือใช้แสดงตอนเข้าเฝ้า
          ๓. หนังคเนจร หรือหนังเดิน เป็นภาพหนังเดี่ยว หน้าเสี้ยว อยู่ในท่าเดิน
          ๔. หนังง่า เป็นภาพหนังเดี่ยว หน้าเสี้ยว อยู่ในท่าต่อสู้ เหาะ แผลงศร
          ๕. หนังเมือง เป็นหนังภาพเดี่ยวหรือหลายภาพอยู่ในหนังผืนเดียวกัน โดยมีปราสาท ราชวัง วิมาน พลับพลา ศาลา ตามเนื้อเรื่อง
โดยจะเรียกย่อยอีกว่า หนังปราสาทพูด หนังปราสาทโลม ตามลักษณะของตัวละคร
          ๖. หนังจับ หรือหนังรบ เป็นหนังที่มีภาพตัวละครตั้งแต่ ๒ ตัวขึ้นไปในหนังผืนเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นภาพตัวละครกำลังต่อสู้กันอยู่
          ๗. หนังเบ็ดเตล็ด เป็นหนังลักษณะอื่น ๆ ที่ไม่จัดอยู่ในประเภทที่กล่าวมา แยกได้ดังนี้
              - หนังเตียว เป็นภาพหนัง ๒ ตัว ตัวหนึ่งพ่ายแพ้การต่อสู้และถูกจับมัด
              - หนังเขน เป็นหนังที่เป็นไพร่พลของกองทัพ
              - หนังเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ ที่มีรูปร่างแปลงออกไป

กรรมวิธีการสร้างหนัง
          ลวดลายอันอ่อนช้อย และสีสรร ที่ปรากฎอยู่บนตัวหนังใหญ่แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ไทยอันทรงคุณค่าอีกอย่างหนึ่งที่บรรพบุรุษ
ไทยสร้างไว้ การสร้างตัวหนังแต่ละตัวย่อมต้องมีความเพียรพยายาม และเทคนิควิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งงานศิลปเหล่านี้ ดังจะกล่าวโดยย่อดังนี้
          ๑. การสร้างตัวหนังเจ้า มี ๓ ตัว คือ พระฤาษี จะใช้หนังเสือหรือหนังหมีของวัดขนอนในขณะตั้งท้อง รูปพระแผลงจะใช้หนังโคตายพราย
คือตายในขณะตั้งท้อง หรือถูกฟ้าผ่าตาย โดยผู้สร้างจะต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลแปด เขียนสลักและลงสีให้เสร็จในวันเดียว มีการถวายเครื่อง
สังเวยบูชาครู
          ๒. การสร้างตัวหนังอื่น ๆ โดยทั่วไปจะใช้หนังโคเมื่อฟอกแล้วจะอ่อน ม้วนไปมาได้สะดวก ง่ายต่อการฉลุลวดลายต่าง ๆ และเมื่อแห้ง
แล้วจะไม่ย่น มีวิธีการฟอกแตกต่างกันไปบ้าง ขั้นตอนต่อไปคือ การเขียนลาย (ในปัจจุบันมีการนำเทคโลโยีใหม่ ๆ มาใช้ประกอบ) แล้วนำ
ไปแกะสลักลาย การลงสี การเคลือบ เพื่อให้คงทน สุดท้ายคือนำไปผูกับไม้ตับหนัง หรือไม้คีบหนัง

การอนุรักษ์
          วัดขนอน  มีส่วนสำคัญยิ่งต่อการอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ทางวัดได้ร่วมกับภาครัฐและเอกชนในการนำหนังใหญ่ไป
แสดงเผยแพร่ยังที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช
กุมารี องค์อุปถัมภ์มรดกไทยทรงเห็นคุณค่าในการแสดงและศิลปในตัวหนังใหญ่ ทรงมีพระราชดำริให้ทางวัดช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่ทั้ง ๓๑๓
ตัว โดยจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นไว้แสดงแทน มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบงาน ด้านช่างจัดทำหนังใหญ่ทั้งหมด และได้นำหนังใหญ่
ชุดใหม่ที่สร้างขึ้นทูลเกล้าถวายเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๔ ณ โรงละครแห่งชาติ พระองค์ได้พระราชทานให้วัดขนอนนำมาใช้ในการ
แสดงต่อไป

          ในปัจจุบันนี้ ทางวัดได้จัดทำพิพิธภัณฑ์สถานแสดงตัวหนังใหญ่ และยังฝึกหัดเยาวชนให้เรียนรู้ และสืบทอดศิลปะวัฒนธรรมอันทรง
คุณค่านี้ ครบทุกกระบวนการ เพื่อตอบสนองโครงการตามพระราชดำริ สืบต่อไป

                                                                €สอบถามรายละเอียดได้ที่€
                                        วัดขนอน
                                                             ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี

                                                                           โทร. ๐ - ๓๒๒๓ - ๓๓๘๖
                                                                        โทรสาร ๐ - ๓๒๓๕ - ๔๒๗๒